ภูมิปัญญาในการแพทย์แผนไทย

ควันหลงจากการไปร่วมงานประเพณี “เดินขึ้นดอยตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัย” ในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ทำให้ปวดเนื้อปวดตัวทำอะไรก็ปวดไปหมด จึงได้รับคำแนะนำจากพี่สาวว่าให้ไปนวดแพทย์ไทยโดยการนวดคลายเส้น กดจุด ซึ่งก็ตามคาดพอนวดเสร็จสบายตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่แปลกใจอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไมพี่เค้าตัวเล็กกว่าเราแต่สามารถจัดการความปวดให้หายไปได้ จึงได้พูดคุยถามถึงวิธีการนวดอย่างถูกต้องและประวัติการแพทย์แผนไทย ได้มาประมาณนี้ครับ

Photo-0091

ที่มาภาพ : http://www.thai-tm.com/index.php/2014-04-27-17-20-21

ประวัติพอสังเขปการแพทย์แผนไทย :

การแพทย์แผนไทย มีวิวัฒนาการมานาน มีหลักฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามยุคทองของการแพทย์แผนไทย ก็ต้องนับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (พุทธศักราช ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒) ได้มีการจัดตั้งกรมหมอ และโรงพระโอสถ มีการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โปรดให้รวบรวมตำรายา และฤาษีดัดตนไว้ตามศาลาราย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันจนถึงปัจจุบัน สมกับเป็น โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของไทย

ความหมายการแพทย์แผนไทย :

การแพทย์แผนไทย หมายถึง ปรัชญา องค์ความรู้ และวิถีปฏิบัติ เพื่อการดูแลสุขภาพ และการบำบัดรักษาโรค ความเจ็บป่วยของคนไทย แบบดั้งเดิม สอดคล้องกับขนบธรรมเนียบวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตคนไทย โดยวิธีการปฏิบัติของการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วยการใช้สมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกแบบดั้งเดิม การใช้พุทธศาสนา หรือพิธีกรรม เพื่อดูแลรักษาสุขภาพจิต ธรรมชาติบำบัด ซึ่งได้จากการสั่งสม ถ่ายทอดประสบการณ์อย่างเป็นระบบ โดยการบอกเล่า การสังเกต การบันทึก และการศึกษาผ่านสถาบันการศึกษาด้านการแพทย์แผนไทย

ภูมิปัญญาในการแพทย์แผนไทย :

การแพทย์แผนไทย เป็นการแพทย์แบบองค์รวม มีองค์ความรู้ ครอบคลุมการบำบัดรักษาโรคอย่างครบถ้วน คือ

·   รู้การเกิดของโรค รู้สาเหตุของโรคจากปัจจัยต่างๆ

·   รู้จักโรค ทราบถึงอาการโรค และชื่อสมมติของโรคตามอาการ

·   รู้จักยารักษาโรค ทราบถึงสรรพคุณและวิธีปรุงยา

·   รู้วิธีรักษาโรค ทราบว่ายาชนิดใด วิธีรักษาแบบใด เหมาะสำหรับโรคใดๆ

จากความรู้ทั้ง 4 จึงเป็น หลักปฏิบัติในการวิเคราะห์ และบำบัดรักษาโรคของคนไทย ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าทางภูมิปัญญา ดังนี้

·   ครอบคลุมองค์ความรู้อย่างครบถ้วน ทั้งการป้องกันโรค การวินิจฉัยโรค และบำบัดโรคมีความหลากหลายในด้านวิธีการป้องกัน และรักษาโรค

·  มีศักยภาพในการเลือกสรรวัตถุดิบ ที่มีในธรรมชาติ จากท้องถิ่นใกล้ตัว มาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค  เป็นวิถีแห่งธรรมชาติบำบัด ก่อให้เกิดพิษน้อย อิงต่อสิ่งแวดล้อม

·   พัฒนาเพื่อระบบการพึ่งตนเอง เนื่องจากใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ไม่มีเทคนิคซับซ้อน ไม่สิ้นเปลือง

·    ตั้งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมไทย ความเชื่อของคนไทย ให้ผลทั้งการรักษาร่างกาย และจิตใจ

การนวดแผนไทย ทำให้สุขภาพดี ผ่อนคลาย ซึ่งแบ่งออกได้หลายประเภท ได้แก่

1. การกด : เป็นการใช้น้ำหนักกดบนเส้นพลังงานบนกล้ามเนื้อโดยใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วโป้งกดนวด เป็นวงกลม , ฝ่ามือกดเป็นวงกลม และกดเส้นพลังงานและ ใช้น้ำหนักตัวกด นิ้วและหัวแม่มือ หัวเข่า ฝ่าเท้า ทำการยืดเส้น ทำให้หลอดเลือดขยาย การไหลเวียนของเลือด ระบบประสาร การทำงานของอวัยวะต่างๆดีขึ้น

2. การบีบ : เป็นการใช้น้ำหนัก บีบกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือเข้าหากันโดยการออกแรง สามารถ ใช้นิ้วหัวแม่มือช่วยหรือการประสานมือเพื่อเพิ่มการออกแรง เป็นการเพิ่มการหมุนเวียนของเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

 3. การทุบ/ตบ/สับ : ใช้มือและกำปั้นทุบกล้ามเนื้อเบาๆเป็นการผ่อนคลายการตึงของกล้ามเนื้อและให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้นและเป็นการช่วยขจัดของเสียออกจาก ร่างกาย

 4. การคลึง : เป็นการใช้น้ำหนักกดคลึงบริเวณกล้ามเนื้อโดยการหมุนแขนให้กล้ามเนื้อเคลื่อนหรือคลึงเป็นวงกลม ใช้แรงมากกว่าการใช้ข้อศอก

5. การถู : โดยใช้น้ำหนักนวดถูไปมา หรือวนไปมาเป็นวงกลม บนกล้ามเนื้อเพื่อช่วยผ่อนคลายยอาการปวดเมื่อยเฉพาะจุด หรือตามข้อต่อต่างๆ

6. การหมุน : โดยการออกแรงหมุนข้อต่อกระดูกวนเป็นวงกลม ช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อทำงานดีขึ้น ผ่อนคลาย

7. การกลิ้ง : เป็นการใช้ข้อศอกและแขนท่อนล่าง กดแรงๆในกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ เช่นต้นขา

8. การสั่น/เขย่า : ใช้มือเขย่าขาหรือแขนของผู้ถูกนวด เพื่อช่วยทำให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

9. การบิด : ลักษณะคล้ายการหมุน แต่เป็นการออกแรงบิดกล้ามเนื้อกับข้อต่อให้ ยืดขยายออกไปในแนวทแยง ทำให้กล้ามเนื้อยืด

10. การลั่นข้อต่อ : เป็นการออกแรงยืดข้อต่อให้เกิดเสียงดังลั่น ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อทำงานดีขึ้น

11. การยืดดัดตัว : โดยใช้ฝ่าเท้า เป็นการออกแรงยืดกล้ามเนื้อข้อต่อให้ยืดขยายออกไปทางยาว ช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยืดคลายตัว

12. การหยุดการไหลเวียนของเลือด : ใช้ฝ่ามือกดที่จุดชีพจรที่โคนขาเพื่อหยุดการไหลเวียนของเลือดชั่วขณะกดไว้ประมาณครึ่งถึง1นาทีแล้วค่อยๆปล่อยช้าเพื่อให้เลือด กลับหมุนเวียนดีขื้น

ที่มาของข้อมูล : http://www.thai-tm.com/

รายงานการเข้าร่วมการประชุมประจำปี 2557 สวทช.ภาคเหนือ “ช่วยกันคิด ร่วมกันทำ นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ท้องถิ่น”

1.  หัวข้อเรื่อง…งานประชุมประจำปี 2557 สวทช.ภาคเหนือ “ช่วยกันคิด ร่วมกันทำ นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ท้องถิ่น

2.  วัน/เดือน/ปี ที่เข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม /ศึกษาดูงาน             28 กุมภาพันธ์  2557….

จำนวนชั่วโมงที่ได้รับการพัฒนา……………8…………………ชั่วโมง

3.  สถานที่…………………โรงแรม เชียงใหม่แกรนด์วิว

4.  ผู้จัด………………………สวทช. เครือข่ายภาคเหนือ..

5.  เอกสารประกอบการประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม /ศึกษาดูงาน

ติดต่อได้ที่……………..อาจารย์พิรัญชนา ภาณุสัณห์  โทร 7112……………………..

รายงานการเข้าร่วมการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานอาจารย์นิเทศสหกิจศึกษาของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบนรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 1 ต่อยอด

1.  หัวข้อเรื่อง        โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานอาจารย์นิเทศสหกิจศึกษาของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบนรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 1 ต่อยอด

2.  วัน/เดือน/ปี ที่เข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม      21-23 สิงหาคม 2556

3.  สถานที่              โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว

4.  ผู้จัด                    มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

5.  เอกสารประกอบการประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม : ติดต่อได้ที่ อาจารย์พิรัญชนา ภาณุสัณห์ โทร 7112

6.  ประเด็นสำคัญที่ได้รับจากการเข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม

–                    ปรัชญาสหกิจศึกษาและการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานของสถาบันอุดมศึกษา

–                    มาตรฐานและกระบวนการสหกิจศึกษา

–                    การบริหารจัดการสหกิจศึกษา

–                    เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการดำเนินงานสหกิจศึกษา

–                    องค์กรเครือข่ายและความร่วมมือในการจัดสหกิจศึกษา

–                    การเจรจาต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ

–                    การนิเทศงานและการสอนงาน

–                    การแก้ไขปัญหาในการนิเทศงานสหกิจศึกษา

–                    การให้คำปรึกษาและจริยธรรมผู้นิเทศงานสหกิจศึกษา

–                    มาตรการทางภาษีเพื่อการส่งเสริมสหกิจศึกษา

7.  ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม

–                    เตรียมความพร้อมสำหรับรายวิชา สหกิจศึกษา ในปีการศึกษา 2557

 

 

 

รายงานการเข้าร่วมการประชุม :เพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาด AEC : ความท้าทายอุตสาหกรรมอาหารไทย

1.  หัวข้อเรื่อง        เพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาด AEC : ความท้าทายอุตสาหกรรมอาหารไทย

2.  วัน/เดือน/ปี ที่เข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม      15 สิงหาคม 2556

3.  สถานที่              โรงแรมฮอลิเดย์อินน์

4.  ผู้จัด                    สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม

5.  เอกสารประกอบการประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม :  ติดต่อได้ที่ อาจารย์พิรัญชนา ภาณุสัณห์ โทร 7112

6.  ประเด็นสำคัญที่ได้รับจากการเข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม

–                    ตลาดอาหารและกฎระเบียบมาตรฐานอาหารของ CLMV

–                    นโยบายการส่งเสริมการลงทุนและลู่ทางการลงทุนใน CLMV

–                    ตลาดอาหารฮาลาลโลกและโอกาสในตลาดอินโดนีเซีย

–                    กฎระเบียบมาตรฐานอาหารและข้อกำหนดด้านฮาลาลของอินโดนีเซีย

7.  ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมประชุม / สัมมนา / ฝึกอบรม

–                    พัฒนาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร

 

 

 

คุกกี้ข้าวโอ๊ต

DSC05270

ที่มาภาพ : http://shaunasever.com/2009/12/mrs-brauns-oatmeal-cookies.html

 

จากการจัดกิจกรรม Science Chat ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ Interactive Learning ซึ่งเราได้นำกรณีศึกษาการเรียนการสอนวิชาผลิตภัณฑ์ขนมอบ โดยมี อ.ดร.พีรพัฒน์ ตรังรัฐพิทย์ และ อ.ดร.ทุติยาภรณ์ จิตตะปาโล เป็นวิทยากรภาคบรรยาย และในภาคปฏิบัติ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมนั้น ป้าตู่ได้รับเป็นวิทยากรโดยนำสูตรคุกกี้ข้าวโอ๊ต มาแบ่งปันให้กับผู้ร่วมสัมมนาทุกท่าน ทำการศึกษาโดยใช้วิธีการอบที่แตกต่างกัน ได้แก่ ใช้เตาอบแบบดั้งเดิม ใช้เตาอบอินฟราเรด และใช้เตาไมโครเวฟ ซึ่งผลที่ออกมาพบว่าผลิตภัณฑ์คุกกี้ข้าวโอ๊ต มีสมบัติทางกายภาพด้านสี ลักษณะเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบของการให้ความร้อนที่แตกต่างกัน

ใน blog ของป้าตู่ครั้งนี้ จึงนำสูตรคุกกี้ข้าวโอ๊ตมาแบ่งปัน (ไฟล์แนบ) สำหรับผู้ที่สนใจนำไปทดลองทำทานที่บ้านได้ค่ะ บ้านที่ไม่มีเตาอบ สามารถใช้เตาไมโครเวฟ หรือเตาอบอินฟราเรด (ฝาอบลมร้อน) แทนได้ค่ะ

oat

 

oat cookie0001

ทัชมาฮาล

อันเนื่องมาจากวีซ่าเหลือจากการไปเที่ยวครั้งแรก ซึ่งพวกเราได้ double re-entry ทำให้เราอยากไปอินเดียอีก  เราจึงรวมสมัครพรรคพวกเท่าที่ได้และเพื่อนของเพื่อนทั้งหลายไปตกระกำลำบากกันอีกครั้ง จากความประทับใจครั้งแรกกับอินเดียเหนือ สู่ความประทับใจ มิรู้ลืม!!!

จากคนละทิศละทาง จากเชียงใหม่    ลำปางระยอง สมุทรสาคร และบางกอก นัดเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องออกราวเที่ยงคืน จะไปถึงประมาณตีสามของเวลาอินเดีย แต่เราก็ไม่ง่วงกันเลย เมื่อถึงสนามบินเดลี เรามีเวลาไม่มากนักเนื่องจากต้องไปต่อรถไฟให้ทันตอนหกโมงเช้า  ทุกคนที่ไปสิกขิมด้วยกัน จะถูกซักที่ ตม. นานมาก  เจ้าหน้าที่งงกับ permit ของสิกขิม เข้าทาง Rangpo  ออกทาง Malai  แต่เรางงกว่า ทำไมเค้าถึงไม่รู้จักตราแสตมป์ของประเทศตัวเอง  สุดท้ายทุกคนก็ออกจาก ตม.ได้  แต่เราต้องทำเวลากันให้ดีๆ เพราะกลัวตกรถไฟ  เรียกแท๊กซี่จากสนามบินไปสถานีรถไฟได้ โล่งอกไปตามๆ กัน เมื่อถึงสถานีรถไฟ เรารู้เดี๋ยวนั้นเลยว่าการรถไฟของอินเดียยิ่งใหญ่ริงๆ   

RIMG_5676RIMG_5675RDSCF0710RDSCF0713

แท๊กซี่จากสนามบิน  โปรดสังเกตแท๊กซี่ทุกคันไม่มีกระจกมองข้างด้านซ้าย  เพราะขับเฉี่ยวชนกันบ่อย ถอดออกซะดีกว่า จะได้เบียดกะคันข้างๆ ได้ถนัดหน่อย  ผู้โดยสารก็ระวังตัวเอาเองแล้วกันนะจ๊ะนายจ๋า

เจอแขกกะงู ตีแขกก่อนอย่างโบราณว่าจริงๆ

แท๊กซี่มาถึงสถานีรถไฟแล้ว  เราเห็นจอแสดงว่ารถไฟไปไหนจะอยู่ชานชาลาไหน ออกกี่โมง  ออกตรงเวลาหรือออกช้า เหมือนในสนามบินเลย  แต่เราก็ไม่มีเวลาพิจารณาอะไรแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าข้างในสถานีรถไฟจะกว้างใหญ่ขนาดไหน เดี๋ยวมัวแต่เอ้อระเหยแล้วจะตกรถไฟ อย่างน้อยไปนั่งดู นั่งดม อะไรแถวๆ ชานชาลาก็ยังอุ่นใจกว่า  ขณะที่ยืนหันรีหันขวางอยู่นั่นเอง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาถามเราว่า จะไปไหนกัน  เราก็บอกว่าจะไป Agra เค้าถามต่อว่านั่งรถไฟขบวนไหน เราก็ตอบไป เค้าก็บอกว่ารถไฟเกิดอุบัติเหตุ ขบวนที่เราจะไปวันนี้งดไม่สามารถไปได้  แต่เค้าเป็นตัวแทนบริษัทเดี๋ยวจะพาไปที่บริษัทเพื่อเปลี่ยนตั๋วว่ารอบถัดไปคือเจ็ดโมงกว่า ๆ จะไปได้หรือไม่ ตอนนั้นหลายคนเริ่มลังเลว่าจริงเหรอ?? แต่ด้วยความที่เราเห็นว่าสถานีรถไฟตำรวจก็มี เค้าคงไม่หลอกเรา แต่ตอนนั้นก็อยากจะเดินไปถามนายสถานีที่เฝ้าประตูเหมือนกัน  แต่พอจะเดินไปถามก็มีคนจากแก๊งค์นี่แหละ มาประกบบอกว่าคุณมีเวลาไม่มากนะ  เราก็โอเค ไปบริษัทก็ไป ตอนแรกเค้าจะให้เรานั่งแท๊กซี่ไปกันเอง  แต่คงกลัวว่าเราจะไม่ไปเลยประกบไปด้วยเลย  พอถึงบริษัทก็ยังคลางแคลงใจว่า บริษัทอะไรนี่เปิดตั้งแต่ตีสี่ตีห้า แต่พรรคพวกเริ่มเข้าไปแล้ว เข้าไปถามๆๆๆๆ เค้าบอกว่ารถไฟเที่ยวเจ็ดโมงกว่าๆ เต็มหมด ให้เราเหมารถไป แล้วค่ารถแพงมาก เกือบสองหมื่นบาทมั้ง เราก็บอกว่าเราไม่ไป เราขอใช้ internet หน่อยเราจะเช็คข่าวจากบริษัทรถไฟ ขอให้บริษัทเค้าต่อโทรศัพท์ เค้าก็บอกว่าไม่มีคนรับ มันเช้าอยู่ (อ่าวก็บริษัทเธอยังเปิดตอนตีสี่ตีห้าเลย) ขอใช้อินเตอร์เนตก็ไม่ให้ สุดท้ายก็บอกว่าใช้โทรศัพท์ก็ได้ เพราะซื้ออินเตอร์เนตต่างประเทศมาเท่านั้นแหละ สุดท้ายเค้าก็อึ้งไป  ตอนนั้นครูสุคนสวยก็บอกว่า เรายังมีเวลานะ ถ้าเรากลับไปสถานีรถไฟ แล้วรถไฟไม่มี เรากลับมาเช่ารถที่นี่ก็ยังทัน  ทั้งหมดก็เลยยกทัพกลับ  เกือบหกโมงเช้าแล้ว เริ่มลุ้นว่าจะทันรถไฟมั๊ย  สุดท้ายถึงสถานีรถไฟวิ่งจนสุดชีวิต เพราะรถมาเทียบชานชาลาและเหลือเวลาอีกสองนาที เราวิ่งมาแล้วงงไม่รู้จะขึ้นโบกี้ไหนดี ไม่รู้จะเหมือนของไทยรึป่าว  ขึ้นโบกี้ไหนก็ได้แล้วเดี๋ยวค่อยเดินหา แต่เราก็ไม่กล้าทำกลัวมันไม่ทะลุกัน  คนสุดท้ายก้าวขาขึ้นรถไฟ รถไฟก็ออกพอดี  ทุกคนได้ประสบการณ์ไปพร้อมๆ กันว่า ตีแขกต้องตีให้หัวแตกและหลังหักจริงๆ

RDSCF0715

เหมือนมาก!!!! ป้าย Tourist Information & Reservation ก็ก๊อปปี้มาเป๊ะๆ

นั่งเฝ้าของระหว่างรอสาวๆ ไปเจรจา

หลังจากขึ้นรถไฟได้เราผ่อนคลายมากขึ้น แล้วเริ่มตลกกับการที่ถูกแขกหลอก  ครั้งนี้ต้องขอบคุณครูสุจริงๆ

RDSC07191RDSCF0722

ขนมบนรถไฟอินเดีย  แบบว่ายังตื่นเต้นอยู่ กินไม่ลง  แต่อร่อยนะชาก็อร่อย มีขิงผสมหน่อยๆ

มาถึง Agra เข้าที่พัก  (Taj Plaza) ที่พักยอดนิยมของคนไทย ส่วนใหญ่พวกแบกเป้ก็เที่ยวๆ กันตามลายแทงนี่แหละ

RDSCF0729RDSCF0735

จากดาดฟ้าที่พัก มองเห็น ทัชมาฮาล (Tajmahal) และอัคราฟอร์ท (Agra fort) ด้วย

จัดแจงเรื่องที่พักเรียบร้อย ก็เดินไปทัชมาฮาลกัน  แวะซื้อตั๋วที่บูธขาย

RIMG_5685RIMG_5686

 คนไทยได้ราคาถูกเหมือนคนอินเดีย 

 

RDSCF0749RDSCF0750

ทางเข้าทัชมาฮาล หลังจากตรวจอาวุธแล้ว  พลพรรคยืนรอไกด์

RDSCF0761

ณ จุดนี้ไกด์ไม่ยอมให้เดินเข้าไป ขออธิบายหน่อยเหอะ ว่า “ถ้าพวกคุณเดินผ่านประตูทางเข้าที่เห็นด้านหลังไป พวกคุณจะร้อง Wow! Wow! Wow!

RDSCF0767

ตอบสนองเค้าหน่อย   Wow! Wow! Wow!

RDSCF0774RDSCF0816

ที่ไหนมีไกด์นำเที่ยว ที่นั่นจะมีรูปหมู่ครบทุกคน

RDSCF0782

กระรอก กระแต วิ่งเล่นทั่วไปในทัชมาฮาล

RDSCF0809

ถ่ายรูปคู่กะคุณหมอค่ะ

Taj mahal อนุสรณ์สถานแห่งความรัก (มรดกโลกและสิ่งมหัศจรรย์ของโลก)

องค์การยูเนสโกได้รับรองให้ทัชมาฮาลเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2526 (ค.ศ.1983)

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำยุมนา หรือ ยมนา เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหมด  โดยจักรพรรดิองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์โมกุล (Mughal) ของอินเดีย  ชื่อ ชาห์ เจฮัน หรือ ชาห์ ชหาน (Shah Jahan) เพื่อเป็นสุสานแห่งหญิงอันเป็นที่รัก “พระนางมุมตัสมาฮาล” ใช้เวลาสร้างประมาณ 20 ปี ภายหลัง ชาห์ เจฮัน ถูกโอรังเซบ พระโอรสจับขังและขึ้นครองบัลลังก์ ทรงถูกขังอยู่ถึง 8 ปี จนสวรรคตในปีและพระศพของพระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาลเคียงข้างพระมเหสี

ภายในมีที่ฝังพระศพ ได้แก่ หินอ่อนโปร่งแสง  นิลหยก คริสตัล  ไพลิน ไพฑูรย์ คาร์เนเลี่ยน เราเห็นไกด์เอาไฟฉายส่องๆ ไปตรงที่มีหินสี แล้วเห็นแสงเรืองออกมาจากหินสี  เราก็ทำบ้าง ปรากฎว่าเจอเจ้าหน้าที่ว่า 555  เลยอดเล่นเลย

บริเวณทัชมาฮาลมีส่ิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เช่นมัสยิดอยู่ด้วย  แต่เราไม่ได้เดินไปเนื่องจากมีเวลาน้อย กลับมาอ่าน รีวิวทีหลังพบว่า เค้าแนะนำให้เข้าไปเนื่องจากถ่าย ทัชมาฮาลจากมัสยิดสวยมาก

DSC07259

สถานที่ต่อไปที่เราจะไปคือ ป้อมอัครา (Agra fort) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาห์ เจฮัน ถูกโอรังเซบ พระโอรสจับขัง เนื่องจากพระองค์เสียพระทัยที่มเหสี สิ้นพระชนม์จากการคลอดโอรสองค์ที่ 14  เสียพระทัยมากจนพระเกศากลายเป็นสีขาว  กันแสงจนตามีสีเลือด  หลังจากนั้น 20 ปี พระองค์มีพระราชดำรัสให้สร้างทัชมาฮาลขึ้น  โดยใช้ราชสมบัติมากมายไปกับการออกแบบและสร้างเพื่อให้งดงามที่สุด  ทำให้โอรังเซบ พระโอรสจับไปขังไว้ที่อัคราฟอร์ทอยู่ 8 ปีโดยห้องที่ขังจะมองเห็นทัชมาฮาล แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของพระองค์ขณะที่พระองค์นอนลง  พระองค์ก็ยังคงมองทัชมาฮาลผ่านเศษกระจกที่อยู่ในมือ

 … ไม่มีสักขณะจิตที่พระองค์ไม่นึกถึงมุมตัสมาฮาล มเหสีอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์…

ระดับความตึงของการขึ้นเอ็นไม้แบดมินตัน

จากครั้งก่อนได้กล่าวถึงไม้แบดมินตันของผมไปแล้ว ครั้งนี้ขอพูดถึงระดับของการขึ้นเอ็นของไม้แบดมินตันของผมกันบ้าง เพราะนอกจากประเภทของไม้แล้วความตึงของเส้นเอ็นไม้แบอดมินตันก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ก่อนอื่นขอกล่าวถึงระดับความตึงของการขึ้นเอ็นในระดับต่างๆบ้าง ซึ่งขออ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.thaibadminton.com/main/modules/newbb_plus/viewtopic.php?topic_id=14061

1. การขึ้นเอ็นระดับต่ำ(ต่ำกว่า 20 ปอนด์ลงไป)

การขึ้นเอ็นระดับนี้จะทำให้เอ็นค่อนข้างหย่อน เวลาที่ลูกกระทบกับเอ็นจะมีความรู้สึกเหมือนลูกหยุดกับที่อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง การขึ้นเอ็นระดับนี้ยังทำให้การควบคุมลูกเป็นไปได้ยาก ถ้าจุดที่ลูกกระทบกับเอ็นอยู่นอกสวีทสปอตเมื่อไหร่ รับรองได้ว่าทิศทางที่ไม้ของคุณตีเมื่อเทียบกับทิศทางที่ลูกพุ่งออกไปจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ข้อดีของการขึ้นเอ็นระดับต่ำคือ ไม่ว่าจะขึ้นเอ็นอะไรก็รับประกันได้ว่า แรงสปริงของหน้าไม้จะดีแน่นอน ไม่ว่าการโยนลูกไปหลังคอร์ท หรือการวางลูกให้ลงหน้าเน็ต จะเป็นไปอย่างง่ายดาย แต่อย่าหวังเลยว่าตำแหน่งที่ลูกตกจะเป็นไปตามที่คิดเอาไว้ เพราะการขึ้นเอ็นระดับนี้นั้น ถ้าคุณตีลูกสองครั้งด้วยแรงและทิศทางเดียวกัน ยังไม่แน่เลยว่าจุดตกของลูกจะเหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณขึ้นเอ็นต่ำกว่า 20 ปอนด์ก็จงจำไว้เลยว่า ต่อให้คุณใช้ไม้แบดที่เลิศหรูขนาดไหน ก็มีค่าไม่ต่างไปกับไม้แบดถูก ๆ เลย

2. การขึ้นเอ็นระดับกลางต่ำ (20-23 ปอนด์)
นักแบดมือสมัครเล่นทั่วไปมักเลือกที่จะขึ้นเอ็นในระดับกลางต่ำหรือระดับกลาง การขึ้นเอ็นในระดับนี้ ผู้ตีจะรู้สึกว่าแรงสปริงของหน้าไม้ดี การควบคุมลูกก็ไม่เลว การวางลูกไปท้ายคอร์ทก็ไม่ยากเย็น อย่างไรก็ตาม การขึ้นเอ็นระดับนี้ยังให้ความรู้สึกว่าลูกหยุดนิ่งเวลาที่กระทบกับเอ็น ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสำหรับนักแบดที่ชอบเล่นบุก การบุกหมายถึงว่าต้องตีให้ลูกพุ่งไปอย่างรวดเร็ว การที่ลูกแบดหยุดนิ่งในขณะที่กระทบกับเอ็นจะส่งผลกระทบต่อการส่งถ่ายแรงไปสู่ลูกแบด ดังนั้นการขึ้นเอ็นระดับต่ำจึงทำให้อานุภาพในการโจมตีถดถอยลงไป

3.การขึ้นเอ็นระดับกลาง (23-25ปอนด์)
การขึ้นเอ็นระดับนี้จะทำให้คุณสมบัติพิเศษของไม้แบดและเอ็นแบดส่งผลออกมาอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขึ้นด้วยเอ็น68TI คุณจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงแรงสปริงอันยอดเยี่ยม หรือถ้าคุณขึ้นด้วยเอ็น65TI เวลาที่คุณตีลูกก็จะรู้สึกได้ถึงความแข็งของมัน การขึ้นเอ็นในระดับต่ำจะเหมือนการใช้สหวิง “เหวี่ยง” ลูกแบดกลับไป แต่การขึ้นเอ็นในระดับกลางขึ้นไปจะทำให้คุณเริ่มจับความรู้สึกได้ว่าลูกแบด “เด้ง” เมื่อกระทบกับเอ็น

4.การขึ้นเอ็นระดับกลางสูง (25-27ปอนด์)
แม้คุณจะไม่เคยตีด้วยไม้แบดที่ขึ้นในระดับนี้มาก่อน แต่เมื่อคุณได้ลองตีก็จะรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความแข็งเป็นพิเศษของหน้าไม้ นอกจากนี้แรงสปริงจากเอ็นก็จะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การใช้ไม้ที่ขึ้นระดับนี้จะทำให้ผู้ตีควบคุมทิศทางของลูกได้ดีขึ้น ใช้แรงตีลูกแบดออกไปแค่ไหน ลูกแบดก็จะลอยไปไกลเท่ากับแรงที่เราตีออกไป นอกจากนี้ยังทำให้การเล่นลูกหยอดหน้าเน็ตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการขึ้นเอ็นระดับนี้จะทำให้แรงสปริงของหน้าไม้ค่อนข้างต่ำ เราจึงสามารถกะได้อย่างแม่นยำถึงแรงที่จะใช้ตีลูก พูดง่าย ๆ ว่าถ้าคุณตีพลาดขึ้นมา คุณก็จะรู้ทันทีว่า ที่คุณพลาดเป็นเพราะคุณตีแรงเกินไปหรือตีเบาเกินไป

5.การขึ้นเอ็นระดับสูง (28ปอนด์ขึ้นไป)
ทำไมนักแบดระดับโลกถึงเลือกที่จะขึ้นเอ็นในระดับสูง? ตอบได้ง่าย ๆ เลยว่า ก็เพื่อช่วยเพิ่มการควบคุมลูกน่ะสิ! การขึ้นเอ็นระดับสูงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งของหน้าไม้ เมื่อลูกแบดกระทบกับเอ็น การสะท้อนกลับไปของลูกแบดก็แทบไม่ต่างจากแสงที่สะท้อนจากกระจกเงาเลย นอกจากนั้นการควบคุมแรงตีก็จะทำได้ดีขึ้นด้วย เมื่อขึ้นเอ็นระดับสูงจะทำให้หน้าไม้เด้งน้อยลง นั่นจึงหมายความว่าถ้าคุณใช้แรงตีออกไปเท่าใด ลูกก็จะลอยไปเท่ากับแรงที่คุณตีออกไป

ซึ่งระดับความตึงของเส้นเอ็นไม้แบดมินตันของผมคือระดับที่ 25 ปอนด์ ครับ ซึ่งสไตล์การเล่นของผมเป็นรูปแบบที่บุกตบ ดังนั้นการเลือกประเภทของไม้และการขึ้นเอ็นจึงขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นของแต่ละคน นอกจากประเภทของไม้และความตึงของเอ็นแล้ว ยังมีสิ่งอื่นประกอบด้วยเช่นกัน แล้วไว้เมื่อมีโอกาส จะมาแบ่งปันข้อมูลใหม่ครับ

Untitled